The Wind Rises.

posted on 25 Jun 2014 00:27 by 5abaiih
 
 
แค่รู้สึกว่าต้องอัพให้ได้...
 
วันจันทร์ที่ 23 มิ.ย. ที่่ผ่านมา ตั้งใจมากๆว่าจะไปดูหนังคนเดียวที่ลิโด้ หลังจากที่ไม่ได้ดูมานานมากๆแล้ว
ครั้งสุดท้ายที่ดูน่าจะเป็น About time (มั้งนะ) ถ้าหลังจากกนั้นน่าจะเป็น Captain Philip แต่ดูที่ MBK
ส่วนเรื่องล่าสุดจริงๆที่ดูคือ X-Men แต่ดูกับพี่สาว
 
วันนั้นตั้งใจมากๆว่าจะไปดู How to train your dragon 2
คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คิดว่าต้องไปดูให้ได้ เพราะประทับใจภาคแรกมากที่ได้ดูที่ True
ไม่อ่านสปอยล์ไปเลย คือไม่รีวิวทั้งสิ้น
ตาเหลือกออกจากบ้านดูรอบเที่ยง เพราะตั้งใจว่าจะดู Maleficient รอบ14:15 ต่อ
 
ดูแล้วก็ประทับใจนะ บวกอารมณ์เฉยๆมากจนแปลกอ่ะ ทั้งที่ตั้งใจดูแท้ๆ แต่ไม่พีคเลย
จะว่าคาดหวังก็ไม่ใช่อ่ะ ไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น ดูโดยที่อยากดูมากๆเฉยๆแท้ แต่กลับไม่ค่อยอิน
แต่ก็คิดว่าอยากจะดูเป็น 3D อีกซักรอบนะ
 
จุดร่วมในพาร์ทนี้จุดเดียวที่กระแทกใจเข้าอย่างจังคือ ฮิคคัพที่กำลังค้นหาตัวตนของตัวเอง
ฉากที่ฮิคคัพพยายามปฏิเสธการเป็นหัวหน้า แล้วพูดว่าฉันไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร
ตรงนี้คือสิ่งที่เจ็บจี๊ด
กับอีกจุดคือสงสารเจ้ามังกรของดราโกอ่ะ โดนมนุษย์หลอกใช้ ฮือๆ
 
แล้วเรื่องต่อมาคือ Maleficient
ดูโดยที่ใครๆก็พากันบอกว่าดี แล้วก็สงสัยว่ามันดีตรงไหนวะ แล้วมันก็ดีจริงๆด้วยอ่ะ
โจลี่เริศเลอมากกอ่ะ (แต่ขัดใจตรงจุดที่ฉากที่มาลีตอนสาวที่อกหักจากสเตฟาน คือลึกๆเราก็คิดว่าเจ้โจลี่แอบป้านิดนุงอ่ะ พอมาเล่นบทแอ๊บสาวแล้วทะแม่งๆ ไม่ค่อยอินอ่ะ)
โจลี่เริศตรงบทแม่มาลีตอนเปลี่ยนไป๊มากกว่า ช่างแต่งหน้าแต่งแก่งนะ อินจุดนั้นมาก
 
ชอบแม่มาลีตอนเรียกออโรร่าว่า Beasty แบบจิกๆ ขำตลอดทุกครั้งที่นางเรียก
ตอนไปที่หน้าต่างดู ตอนออโรร่าขอให้อุ้ม ตอนช่วยออโรร่าจากหน้าผา แบบนางห่วงใยนะ
ตอนเดียวัลเล่นกับออโรร่าก็น่าร๊ากกกกก อยากเลี้ยงอีกามั่ง (มีฟังค์ชั่นแปลงร่างได้ด้วยยิ่งดี)
 
เหนือเมฆนิดนึงตรงที่มีฉากที่แม่มาลีพยายามจะถอนคำสาปให้ออโรร่า คือแอบคิดว่าถ้ามีก็คงจะดีสิน้า
แล้วมันก็ดันมีจริงๆ แต่ก็จบลงที่ว่า นางดันสาปเป็นคำสาปปลายปิด ทำอะไรได้รัดกุมจริงๆ เวลาด่าใครควรทำแบบนั้นบ้างนะ
 
ดู HTTYD 2 กลับไม่ร้องไห้นะ แต่ตอนฉากแม่มาลีจุมพิตหน้าผากออโรร่าแบบน้ำตาเกือบไหล
ตอนที่แม่มาลีพูดกับเดียวัลว่า "ข้าสาปนางแบบนั้น เพราะข้ารู้ว่ารักแท้ไม่มีจริง"
คือสัมผัสได้เลยว่าแม่มาลีโคตรรักออโรร่า
 
คิดว่าแผ่นออกอาจจะซื้อนะทั้งสองเรื่องเลย
 
 
 
 
ดูหนังเสร็จก็ไปเอสพลานาด
นัดดู The Wind Rises กับพี่กบ ต้องไปเอาตั๋วทุ่มนึง
 
ตอนแรกลังเลมากว่าจะไปไม่ไปดี แต่ก็ตอบตกลงไปก่อนแล้ว
คือพอรู้ว่าเป็นจิบลิ ความรู้สึดส่วนตัวคือ ถึงไม่ได้บัตรฟรียังไงก็จะไปดูแน่ๆอยู่แล้ว
แต่ตอนที่ดูแม่มาลี มีสัมผัส ต.ย. เล็กๆ คือ หนูอยากดูแล้ว... คิดถูกจริงๆที่ตอบรับคำชวนไป
 
 
 
 
 
ไม่รู้เนื่อเรื่องย่อซักนิด เปิดแต่ cv แล้วไม่เจอจุนอิจิก็จบละ พอ เลิกอ่านสปอยล์
 
พูดเลยว่าถ้าดูคนเดียวต้องร้องไห้แน่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เหตุผลที่ชอบดูหนังที่ลิโด้เพราะแบบนั้นแหล่ะ เวลาจะดูหรือทำอะไรก็ไม่ต้องแคร์คนข้างๆ (เพราะไม่มี 55)
 
สมกับเป็นฮายาโอะซัง ฟุ้งกระจายมาก คือมีความเป็นดราม่าในสไตล์ฮายาโอะซังแล้วล่ะ
ถ้าเป็นโกโร่ซังคงดราม่าได้อีก ต้องเจ็บลึกกว่านี้แน่ๆ
 
เป็นเรื่องราวเล่าพอสังเขปและสปอยล์ว่า
 
พระเอกชื่อโฮริโคชิ จิโร่มีความฝันอยากเป็นนักบิน แต่ด้วยความที่สายตาสั้นเกินไปจึงทำให้ได้แต่ศึกษา
จนวันหนึ่งจิโร่ในวัยเด็กก็ได้ฝันถึงนักออกแบบเครื่องบินชาวอิตาเลี่ยนชื่อคาโปรนี่ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้จิโร่อยากเป็นช่างทำเครื่องบิน
 
เมื่อจิโร่เติบโตขึ้น ขณะที่กำลังกลับมหาวิทยาลัย โตเกียวก็ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญาขึ้น
จิโร่ได้พบกับเด็กหญิงคนหนึ่ง และได้ช่วยหญิงสาวรับใช้ที่กำลังขาหักของเด็กหญิง ก่อนจะจากไปอย่างเงียบๆ
 
ต่อมาเมื่อจิโร่เรียนจบก็ได้เป็นวิศวกรสร้างเครื่องบินให้กับบริษัทมิตซูบิชิ ซึ่งลูกค้าในตอนนั้นคือทหารที่ต้องการเครื่องบินรบที่ใช้ในกองกำลัง การทดลองไม่ประสบความสำเร็จ แต่จิโร่ก็ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในวิศวกรที่ได้ไปดูงานที่เยอรมัน และหลังจากนั้นจิโร่ก็ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าวิศวกรสร้างเครื่องบินให้กับทางการอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกครั้ง ทำให้จิโร่รู้สึกผิดหวัง
 
จิโร่เลือกที่จะไปพักผ่อนที่โตเกียว และนั่นเองที่ทำให้เขาได้พบกับเด็กหญิงในวันที่เกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง
และในครั้งนี้จิโร่ก็ได้ช่วยเธอไว้อีกหนึ่งครั้ง เด็กหญิงในวันนั้นเติบโตขึ้นเป็นสาวงาม เธอชื่อ นาโฮโกะ
ทั้งสองคนไม่เคยลืมภาพเหตุการณ์ในวันแรกที่ได้พบกัน ที่ทั้งสองคนได้ตกหลุมรักกันตั้งแต่วันนั้น จวบจนวันนี้ที่โชคชะตาได้นำพาทั้งสองคนได้มาสานต่อความสัมพันธ์นั้นอีกครั้ง แต่โชคชะตาก็เล่นตลกกับทั้งคู่ เมื่อนาโฮโกะได้บอกความจริงว่าเธอป่วยเป็นวัณโรค ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มียาตัวใดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีเพียงแต่การพักฟื้นที่โรงพยาบาลเฉพาะทางเพื่อให้อาการได้ทุเลาลงเพียงเท่านั้น
 
จิโร่ผู้ซึ่งหมดหวัง ได้พกกำลังใจ กลับมาสร้างเครื่องบินให้กับทางการอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นในตอนนั้นต้องการที่จะสร้างเครื่องบิน เพื่อทำสงครามประกาศศักดากับต่างประเทศ ทำให้จิโร่ต้องทำงานอย่างหนัก และถูกไล่ตามจากหน่วยข่าวกรองของรัฐบาล เพราะจิโร่บังเอิญได้รู้ความลับของทางการขณะที่ไปพักตากอากาศ ตอนนั้นนาโฮโกะที่ต้องพักฟืนอยู่ที่โรงพยาบาล อาการดีขึ้นและได้เดินทางมาหาจิโร่
ทั้งสองคนแต่งงานกัน และอยู่ร่วมกัน แต่น่าเสียดายที่จิโร่ต้องทำงานอย่างหนัก จึงทำให้เวลาที่ทั้งสองคนมีให้แก่กันกลับช่างน้อยนิดเหลือเกิน
 
อาการของนาโฮโกะที่เจ้าตัวเคยบอกว่าดีขึ้น ความจริงแล้วกลับเลวร้ายลงเรื่อยๆ ซึ่งจิโร่ก็สัญญาว่าจะสร้างเครื่องบินที่งดงามให้นาโฮโกะได้เห็นอย่างแน่นอน แต่ในวันที่โปรเจ็คประสบความเร็จ นาโฮโกะกลับจากไปโดยทิ้งจดหมายไว้หนึ่งฉบับบอกความในใจครั้งสุดท้าย
 
เครื่องบินลำล่าสุดที่จิโร่ได้สร้างสรรค์ขึ้นอย่างสุดความสามารถ ถูกนำไปผลิตเป็นเครื่องบินรบอีกมากมายในสงครามโลกครั้งที่่สอง และไม่มีลำใดเลยที่ได้กลับมา...
 
หลังสงครามจบลง จิโร่ได้ฝันถึงคาโปรนี่อีกครั้ง ซึ่งคาโปรนี่ได้พูดกับจิโร่ว่ามันจะเป็นฝันครั้งสุดท้ายที่พวกเขาทั้งสองได้พบกัน และในฝันนั้นเอง นาโฮโกะก็ได้ปรากฏตัวขึ้น เธอสวมชุดสีเหลือง และถือร่มคันนั้น เหมือนในวันที่ทั้งสองคนได้พบกันอีกครั้ง เธอยังคงงดงามไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอกล่าวเพียงสั้นๆว่า "ขอให้จิโร่จงมีชีวิตอยู่ต่อไป"
 
 
 
 
 
ไม่ใช่เพียงฝันธรรมดา แต่ในเรื่องเป็นการที่ทั้งสองคนเจอกันในฝัน แล้วสร้างเรื่องราวร่วมกัน
โดยเฉพาะฉากที่จิโร่ฝันที่เยอรมันว่ากำลังเดินทางไปคนเดียว ซึ่งสุดท้ายจิโร่ก็ได้เจอเรื่องรามตามนั้นจริงๆ
คาโปรนี่เคยถามจิโร่ว่า "ถ้าเลือกได้อยากจะให้โลกนี้มีพีระมิดรึเปล่า" ตรงจุดนี้ถือว่าเป็นเมนไอเดียของเรื่องนะ แต่เรากลับจำไม่ได้ซะอย่างนั้นไป คือคาโปรนี่กับจิโร่มีจุดร่วมตรงที่ว่าอยากจะสร้างเครื่องบินที่สวยงามเพียงเท่านั้น แต่เครื่องบินกลับถูกบุคคลบางกลุ่มนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เครื่องบินจึงถูกนำไปเป็นเครื่องประกาศสงคราม ทั้งที่เป็นของที่สวยงามขนาดนั้น
 
การมีตัวตนอยู่ของนาโฮโกะ ทำให้จิโร่ที่เป็นแค่โอตาคุเครื่องบินมีความรู้สึก จิตใจ และเรื่องราวในชีวิตมีสีสันมากขึ้น ฉากตลกๆอย่างที่หัวหน้าหน่วย และหัวหน้าวิศวกรถึงขั้นตกใจตอนที่รู้ว่าจิโร่มีคู่หมั้นแล้วหลุดพูดออกมาว่า "จิโร่ก็ยังเป็นคนอยู่เหมือนกันนะ" ขำมาก
ความรักของทั้งสองคนเป็นอะไรที่รวดเร็วมาก ตอนที่ดูก็รู้สึกว่ามันไวจัง แต่หลังจากที่ดูจบแล้วได้หาความหมายของเพลงประกอบ Hikoukigumo  ลิงค์
อ่านแล้วน้ำตาจะไหล "ผู้คนอื่นเขาคิดแต่เพียงว่า เธอยังเด็กนัก แต่ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอมีความสุขดี"
ตอบคำถามที่น้องสาวของจิโร่ที่ต่อว่าจิโร่ว่าทำไมถึงไม่ให้นาโฮโกะอยู่ที่โรงพยาบาล
ไม่ใช่ว่าไม่รู้ ทั้งสองคนรู้อยู่เต็มอกว่าอาการของนาโฮโกะแย่ลง ทั้งสองคนจึงพยายามอยู่ด้วยกันให้ได้มากที่สุด และรักษาช่วงเวลาอันล้ำค่าเหล่านั้นเอาไว้
 
คำพูดที่ว่า "จงมีชีวิตอยู่ต่อไป" ของนาโฮโกะ มีพลัง ราวกับมองเห็นตัวจิโร่ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
แต่ทำเอาเราแทบจะร้องไห้ แค่ประโยคเดียวจริงๆ .....
 
 
 
 
 
 
 
ตอนจบที่แท้จริงคือ
และแล้วฮอนโจ และจิโร่ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เอวัง
เป็นการ์ตูนจิบลิเรื่องแรกที่ดูโดยมีนัยยะอกุศลเพราะคู่นี้แหล่ะ ยิ่งตอนจิโร่ถอดแว่นนะแม่ง! ชริ!